รมว.คลัง รับ GDP ส่อวูบ 1% แบะท่าเพิ่มนำเข้าสินค้าเกษตรสหรัฐ-จัดการ Non Tariff แก้เกมภาษีสหรัฐ

นายพิชัย ชุณหวิชร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังการประชุมร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อรับมือกรณีประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีพื้นฐาน (Baseline Tariff) สำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศในอัตรา 10% และภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับอีกหลายประเทศ รวมถึงคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งไทยถูกเก็บในระดับ 37 ว่า แนวทางเบื้องต้นเพื่อแก้ปัญหาคือ การทำตัวเป็นคู่ค้าที่ดี โดยต้องมีการปรับสมดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ผ่านการนำเข้าวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมการส่งออกของไทย ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยทำให้ช่องว่างของตัวเลขการเกินดุลทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศลดบง

ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยได้เปรียบดุลการค้าจากสหรัฐฯ ราว 4 หมื่นกว่าล้านดอลลาร์ หรือราว 1.3-1.4 ล้านล้านบาท ขณะที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 6 หมื่นกว่าล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ ถึง 70% จากการส่งออก โดยวิธีที่สร้างสรรค์ เพื่อพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส คือ ไทยต้องนำเข้ามากขึ้น สำหรับสินค้า 2 ส่วนที่มีผลกับดุลการค้า ได้แก่ ภาคเกษตร และภาคอิเล็กทรอนิกส์

“เราอาจถือจังหวะนี้ในการนำเข้าสินค้าเกษตรให้มากขึ้น เช่น ข้าวโพด ซึ่งก็ต้องไปดูว่าจะต้องปรับแก้เกณฑ์ตรงไหนเพื่อให้สามารถนำเข้าได้มากขึ้น โดยเมื่อนำเข้ามาแล้วก็ต้องสนับสนุนไปสู่การแปรรูปเพื่อส่งออกต่อไป อีกส่วนคือ ปลาทูน่า ที่ไทยเป็นผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ ตรงนี้ก็ต้องไปดูแลผู้เลี้ยงในประเทศ และทำให้มีการนำเข้ามากขึ้น โดยจริง ๆ ในส่วนนี้เรามีสินค้าเกษตรอยู่ 4-5 รายการที่อยากจะทำ ก็ใช่ช่องตรงนี้นำเข้าจากสหรัฐมากขึ้นแทนการนำเข้าจากประเทศอื่น เพื่อทำให้การได้เปรียบดุลการค้าของเราลดลง” นายพิชัย กล่าว

สำหรับภาคอิเล็กทรอนิกส์นั้น ต้องไปดูเรื่องการออกใบรับรองต้นตอสินค้าที่ผลิตในไทยให้เข้มข้นมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีสินค้าที่แจ้งว่ามีต้นกำเนิดในไทย แต่ไม่ได้ผลิตในไทยเต็มที่ จนทำให้เราดูเหมือนผู้ร้าย ก็ต้องมาดูในส่วนนี้เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและมีความเข้มงวดมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ต้องเข้าไปดูการจัดการมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff) ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าบางอย่างที่ไทยไม่สามารถส่งออก หรือไม่สามารถนำเข้าได้ แต่มีการตั้งภาษีไว้สูงถึง 40-80% เช่น รถจักรยานยนต์ ซึ่งสหรัฐฯ เองมีการผลิตรถฮาเลย์ฯ ประเด็นนี้ทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถขายได้ เพราะไทยตั้งอัตราภาษีสูง ตรงนี้ทำให้ไทยดูเหมือนเป็นผู้ร้าย ดังนั้นหากเอาตรงนี้ออกไปได้ก็จะเป็นเรื่องดี

นายพิชัย กล่าวอีกว่า เบื้องต้นประเมินว่าหากไทยไม่เร่งดำเนินการอะไรเลย ปัญหานี้จะส่งผลกระทบทำให้ตัวเลข GDP ของไทยลดลงอย่างน้อย 1% แต่ต้องมองด้วยว่าตรงนี้เป็นผลกระทบทั้งโลก ดังนั้น หากเราสามารถกระตุกให้ 1% นี้ไม่หายไป หรือหายไปน้อยที่สุด ก็จะเป็นเรื่องที่ดี ดังนั้นแนวทางที่จะแก้ปัญหาได้อย่างมีนัยสำคัญคือ ต้องเร่งสร้างความสมดุลกับคู่ค้า จัดสั่ดส่วนและบาลานซ์การส่งออกและนำเข้าให้สมดุลไปสู่จุดที่แต่ละคนยอมรับได้ ทุกฝ่าย win win

“ตรงนี้ถือเป็น World Crisis เกิดจากความไม่สมดุลของโลกใบนี้ ระหว่างผู้สมออกและผู้นำเข้า ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก ทุกประเทศมีปัญหา แต่เราอยากใช้เรื่องนี้ในการจัดทัพใหม่ ไม่อยากมองว่าเป็นแค่ปัญหา แต่อยากให้มองว่าเป็นวิกฤติที่มีโอกาสถ้าเราทำสำเร็จ แต่คงไม่ใช่อะไรที่จะทำกันได้จบภายใน 1-2 เดือน ต้องค่อย ๆ ทำกันไป แค่เรารู้ว่าตอนนี้เรามีการเตรียมความพร้อม เรารู้ทิศทางแล้ว จากวันนี้ที่กำลังฝุ่นตลบอยู่” นายพิชัย กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 เม.ย. 68)

Tags: , , , ,