นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน (บลป.) เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีซึมตัวลง โดยบรรยากาศการลงทุนค่อนข้างเป็นลบ ขณะที่ภูมิภาคส่วนใหญ่ที่เปิดตลาดมาเป็นลบ ยังถูกดดันจากความกังวลมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐ ซึ่งยังต้องติดตามการเจรจาหลังจากนี้ว่าจะมีพัฒนาการเชิงบวกหรือไม่ ซึ่งการเรียกเก็บภาษีของสหรัฐกระทบ GDP ไทยราว 1% หรือมากกว่า
นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยวันนี้ยังถูกกดดันจากกลุ่มพลังงาน หลังเมื่อคืนนี้ราคาน้ำมันดิบร่วงแรง ทำให้กลุ่มพลังงานน่าจะกดตลาดวันนี้ จับตาแนวรับ 1,155 จุด หากยืนไม่ได้ดาวน์ไซด์จะเปิด กลยุทธ์ในการลงทุนวันนี้แนะนำหุ้นกลุ่ม Domestic และ กลุ่ม Defensive
โดยให้กรอบแนวรับ 1,155 จุด แนวรับถัดไป 1,140 จุด และแนวต้าน 1,165 – 1,173 จุด
ประเด็นพิจารณาการลงทุน
– ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (3 เม.ย.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 40,545.93 จุด ลดลง 1,679.39 จุด หรือ -3.98%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 5,396.52 จุด ลดลง 274.45 จุด หรือ -4.84% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 16,550.61 จุด ลดลง 1,050.44 จุด หรือ -5.97%
– ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนีนิกเกอิตตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 34,304.66 จุด ลดลง 431.27 จุด หรือ -1.24%ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงลง 1.15% และดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียร่วงลง 1.06% ส่วนตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นฮ่องกงปิดทำการวันนี้ เนื่องในเทศกาลเช็งเม้ง
– ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (3 เม.ย.) 1,161.81 จุด ลดลง 10.88 จุด (-0.93%) มูลค่าซื้อขาย 41,110.60 ล้านบาท
– นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ (3 เม.ย.) 2,099.58 ลบ.
– ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน พ.ค. (3 เม.ย.) ลดลง 4.76 ดอลลาร์ หรือ 6.64% ปิดที่ 66.95 ดอลลาร์/บาร์เรล
– ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (3 เม.ย.) 1.99 เหรียญ/บาร์เรล
– เงินบาทเปิด 34.24 แนวโน้มแกว่งผันผวน ตลาดกังวลการค้าโลกจากมาตรการภาษีสหรัฐ
– “พาณิชย์” เปิดลิสต์ 15 สินค้าเสี่ยงกระทบหนัก คาดเสียหายสูง 25,000-26,000 ล้านดอลลาร์ เดินหน้าเจรจาต่อรองทันทีที่สหรัฐรับนัด มั่นใจเจรจาได้ สรท.จ่อปรับเป้า ส่งออกจากเดิมทั้งปี 1-3% “ผู้ส่งออกข้าว” โอดราคาข้าวหอมมะลิไทยตลาดสหรัฐจะสูงขึ้นทันทีตันละ 1,400 ดอลลาร์ หวั่นผู้บริโภคเปลี่ยนใจหันซื้อข้าวหอมเวียดนามแทน
– “เกรียงไกร” เรียกประชุม ส.อ.ท.ทุกกลุ่มอุตฯ ด่วน วันนี้ (4 เม.ย.) หลังทรัมป์ประกาศขึ้นกำแพงภาษีตอบโต้ ไทยโดนเต็มๆ เก็บภาษีสูงถึง 37% จี้รัฐเร่งเจรจาสหรัฐฯ และออกมาตรการป้องกันสินค้านำเข้าทุ่มตลาดไทยด่วน หวั่นยิ่งซ้ำเติมอุตฯ ในประเทศ
– สภาฯวุ่น “ณัฐพงษ์” ลุกเสนอญัตติด่วนขอถกแผ่นดินไหว เจอ”อนุสรณ์” ชงญัตติขอเลื่อนวาระร่าง กม.กาสิโนพ่วง 2 ร่าง กม. ขึ้นมาพิจารณาครั้งถัดไป ทำสองฝ่ายถกเถียงกันวุ่น จน “รองแบด”ต้องสั่งพักประชุมไป 40 นาที เปิดมายังซัดกันต่อ “วันนอร์” สุดไม่ทน ลุกยืน-เรียก จนท. ระงับเหตุ ก่อนให้สิทธิ์”พท.”ใช้เสียงข้างมากลากให้ถก กาสิโนก่อน
หุ้นเด่นวันนี้
– PR9 (ฟินันเซียไซรัส) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 30 บาท คาดกำไรปกติ 1/68 ที่ 191 ลบ. +20% y-y หลักๆมาจากรายได้ผู้ป่วยตะวันออกกลางที่แข็งแกร่ง โดยคาดสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น 28-30% ของรายได้ผู้ป่วยต่างชาติรวมในปี 68 เพิ่มขึ้นจาก 8% ในปี 67 และทำให้คาดรายได้ผู้ป่วยต่างชาติรวมเพิ่มขึ้นแตะ new high ใน Q1/68 สำหรับทั้งปี 68 เราคาดรายได้เติบโต 9% y-y และกำไรปกติเติบโต 15% y-y
คาดการณ์กำไรหลักในปี 2568 จะเติบโต 13% (สูงสุดในกลุ่มธนาคาร) เนื่องจาก 1) ผลขาดทุนจากการขายลดลง 2) ต้นทุนทางการเงินลดลง 3) แผนบริหาร จัดการเงินลงทุนที่แข็งแกร่ง โดย ณ ราคาปัจจุบัน ซื้อขาย PE68 ที่ 8.3 เท่า (-0.1SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) PBV68 ที่ 0.7 เท่า (+0.7SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) พร้อมกับอัตราเงินปันผลปี 68 ที่ 7.7%
– KKP (เมย์แบงก์) เชิงกลยุทธ์ กลุ่มธนาคาร มักปรับตัวขึ้นก่อน 2 สัปดาห์ ก่อนขึ้น XD โดย KKP ขึ้น XD วันที่ 2 พ.ค. 68 จ่ายเงินปันผล 2.75 บาทต่อหุ้น (คิดเป็นอัตราเงินปันผลที่ 4.9%) และปัจจุบัน (2 เม.ย.) KKP มีโอกาสถูกนำเข้า SET50 ในการคำนวณรอบ H2/68 เนื่องจากมีมูลค่าหลักทรัพย์เฉลี่ยอยู่ในลำดับที่ 48 จาก 2 ปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยหนุนการปรับตัวขึ้น
– KLINIQ (ดาโอ) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 37.00 บาท ประเมินกำไร Q1/68 ที่ 102 ล้านบาท (+36% YoY, +4% QoQ) ใกล้เคียงกับคาดการณ์เดิม โดยขยายตัว YoY จาก 1) รายได้โต +19% YoY โดย cash sales ทำ All Time High จากการขยายสาขา และ SSSG โต คาดอยู่ที่ +10% และ 2) GPM ขยายตัวจากเปิดสาขาใหม่เพียง 1 สาขา (เทียบกับ Q1/67 ที่เปิด 10 สาขา) กำไรขยายตัว QoQ ตาม GPM และSG&A expenses ลดลง คงประมาณการกำไรสุทธิปี 68 ที่ 405 ล้านบาท (+26% YoY) จากรายได้โตทุกแบรนด์และขยาย 10 สาขา ราคาหุ้น outperform SET +8% ใน 1 เดือน ปัจจุบันเทรดPER 16.4x เราชอบ KLINIQ จาก 1) จำนวนสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ และ 2) valuation น่าสนใจ ยังไม่สะท้อนกำไรปี 68-69 ที่โตสูงสุดใหม่
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 เม.ย. 68)
Tags: SET, ตลาดหุ้น, ตลาดหุ้นไทย, หุ้นไทย