นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายในการตรวจสอบนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค.68 กรณีมีข้อสงสัยเรื่องนอมินีว่า จากการตรวจสอบมีนิติบุคคล 2 รายที่เกี่ยวข้อง คือ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ที่มีชาวจีนถือหุ้นสัดส่วน 49% ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับอีก 13 บริษัท และบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด มีชาวจีนถือหุ้น 80% มีความเชื่อมโยงกับอีก 24 บริษัท รวมทั้งหมด 37 บริษัท โดยข้อมูลทั้งหมดนี้ได้ส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการต่อแล้ว
“อาคารสำนักงาน สตง.ที่ถล่มดำเนินการโดยกิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด และผลการตรวจสอบมีวัสดุที่ใช้ก่อสร้างบางส่วนเป็นของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ทำให้สังคมสงสัยว่าทั้ง 2 บริษัทนี้เป็นนอมินีหรือไม่ กระทรวงพาณิชย์จึงตรวจสอบและได้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ซึ่งส่งให้ดีเอสไอนำไปตรวจสอบต่อแล้ว” นายพิชัย กล่าว
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมอบให้กรมบัญชีกลางตรวจสอบการรับงานของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 และเครือข่าย ซึ่งพบว่ามี 26 โครงการ โดยบางส่วนได้ทิ้งงาน หากพบความผิดปกติอาจขึ้นบัญชีดำบริษัทที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย
ด้านนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ดีเอสไอรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษแล้ว และทุกหน่วยงานต้องนำข้อมูลทั้งหมดให้ดีเอสไอตรวจสอบต่อ โดยสิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการไปแล้ว ได้แก่
1.กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ตรวจสอบบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 และเครือข่าย 13 บริษัท พร้อมส่งข้อมูลให้ดีเอสไอ
2.สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท ผู้ถือหุ้น และผู้เกี่ยวข้อง
3.กรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษีของบริษัทและผู้ถือหุ้นทั้งหมด
4.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ตรวจสอบคุณภาพเหล็กและอุปกรณ์ที่ใช้ก่อสร้าง
5.กรมการจัดหางานตรวจสอบใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว
6.กรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบโรงงานผลิตเหล็ก
7.กรมที่ดินตรวจสอบการถือครองที่ดินของคนไทยและต่างชาติ
8.กรมบัญชีกลางตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง
นอกจากนี้ยังขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงมหาดไทย กรมโยธาธิการและผังเมือง และกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าไปตรวจสอบ 26 โครงการที่บริษัทรับงาน เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน โดยทั้ง 26 โครงการมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท และ 1 ในจำนวนนี้มีโครงการมูลค่า 9,348 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นหลักร้อยล้านบาท
สำหรับรายละเอียด 2 บริษัทที่ถูกตรวจสอบ พบว่า บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จดทะเบียนเมื่อ 10 ส.ค.61 ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท สัดส่วนหุ้นไทย 51% จีน 49% ผลประกอบการปี 66 ขาดทุนสะสม 208,489,056.67 บาท ส่วนบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จดทะเบียนเมื่อ 23 ก.พ.54 ทุนจดทะเบียน 1,530 ล้านบาท สัดส่วนหุ้นไทย 20% จีน 80%
ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 หากพบการกระทำผิดจะมีบทลงโทษดังนี้ 1.กรณีคนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 100,000-1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.กรณีคนต่างด้าวดำเนินธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 100,000-1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 3.กรณีคนต่างด้าวประกอบธุรกิจต้องห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลสามารถสั่งให้เลิกกิจการ หรือเพิกถอนการถือหุ้นได้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 เม.ย. 68)
Tags: กรมสอบสวนคดีพิเศษ, กรมโยธาธิการและผังเมือง, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงอุตสาหกรรม, ดีเอสไอ, ตึก สตง., ตึกถล่ม, นภินทร ศรีสรรพางค์, นอมินี, พิชัย นริพทะพันธุ์, ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10