ตลาดหุ้นยุโรปปิดร่วงลงอย่างหนักในวันพฤหัสบดี (3 เม.ย.) โดยร่วงลงวันเดียวรุนแรงที่สุดในรอบ 8 เดือน เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้นอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่
- ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 523.12 จุด ลดลง 13.80 จุด หรือ -2.57%
- ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,598.98 จุด ลดลง 259.85 จุด หรือ -3.31%,
- ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 21,717.39 จุด ลดลง 673.45 จุด หรือ -3.01% และ
- ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 8,474.74 จุด ลดลง 133.74 จุด หรือ -1.55%
ดัชนี STOXX 600 ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. ขณะที่ตลาดหุ้นเยอรมนี, อิตาลี และฝรั่งเศสปิดร่วงลงมากกว่า 3% โดยเฉพาะตลาดหุ้นอิตาลีและฝรั่งเศสร่วงลงหนักสุดในรอบกว่า 2 ปี ขณะที่ดัชนีวัดความผันผวนของตลาดหุ้นยูโรโซนพุ่งขึ้นสู่ระดับ 25.54 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน
ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ขณะที่นักลงทุนแห่เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและเงินเยนญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากเมื่อวันพุธ (2 เม.ย.) ทรัมป์ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% กับสินค้าส่วนใหญ่ที่นำเข้ามายังสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ภาษีนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรป (EU) เพิ่มขึ้นเป็น 20% และจากจีนเพิ่มขึ้นเป็น 54% และทำให้มีการประกาศมาตรการตอบโต้
บรรดานักลงทุนคาดว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจลดอัตราดอกเบี้ยลง แม้ว่าสงครามการค้าจะเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่ตลาดยังคาดหวังว่า ผู้กำหนดนโยบายจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
แม้ว่าการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นเพียง 12% ของรายได้รวมของบริษัทในดัชนี STOXX 600 แต่นักวิเคราะห์ของบาร์เคลยส์ (Barclays) เตือนว่า ผลกระทบทางอ้อมจากการเติบโตของ GDP ที่ชะลอตัว อาจทำให้กำไรของบริษัทในยุโรปลดลงเล็กน้อยในปีนี้
ด้านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสเรียกร้องให้บริษัทในยุโรประงับแผนการลงทุนในสหรัฐฯ
ดัชนี STOXX 600 ร่วงลงมากกว่า 7% จากจุดสูงสุดในช่วงต้นเดือนมี.ค. หลังจากก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นยุโรปเคยปรับตัวขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ของเยอรมนี และจากการที่นักลงทุนมองหาทางเลือกในการลงทุนนอกเหนือไปจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ
หุ้นในกลุ่มเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่อการค้า เช่น กลุ่มธนาคาร, กลุ่มทรัพยากรพื้นฐาน และกลุ่มน้ำมันและก๊าซ ร่วงลงมากกว่า 5% โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลงหนักสุด
หุ้นอาดิดาส (Adidas) และพูม่า (Puma) ร่วงลงมากกว่า 11% เนื่องจากประเทศที่เป็นแหล่งผลิตหลักของ 2 บริษัทถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้น
หุ้นกลุ่มสินค้าหรูหราก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยหุ้นหลุยส์ วิตตอง (LVMH) ร่วง 5.6% จากมาตรการภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บจากสหภาพยุโรป (EU) และสวิตเซอร์แลนด์
อย่างไรก็ตาม หุ้นในกลุ่มปลอดภัย เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ปรับตัวขึ้น 3% และ 2.1% ตามลำดับ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 เม.ย. 68)
Tags: ตลาดหุ้น, ตลาดหุ้นยุโรป