ดาวโจนส์ปิดร่วง 2,231.07 จุด วิตกสงครามการค้าโลกทุบตลาด

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักเป็นวันที่ 2 ติดต่อกันในวันศุกร์ (4 เม.ย.) และเข้าสู่ภาวะปรับฐาน โดยความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสงครามการค้าโลกซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นได้ฉุดตลาดร่วงลงหนักที่สุดนับตั้งแต่เกิดโควิด-19 ขณะที่ดัชนี Nasdaq ได้เข้าสู่ภาวะตลาดหมี (bear market) แล้ว

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 38,314.86 จุด ร่วงลง 2,231.07 จุด หรือ -5.50%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 5,074.08 จุด ร่วงลง 322.44 จุด หรือ -5.97% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,587.79 จุด ร่วงลง 962.82 จุด หรือ -5.82%

ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์ร่วง 7.9%, ดัชนี S&P500 ร่วง 9.1% และดัชนี Nasdaq ร่วง 10%

มาตรการภาษีของทรัมป์ทำให้เกิดความวิตกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และแรงเทขายหุ้นทำให้มูลค่าของบริษัทสหรัฐฯ หายไปหลายล้านล้านดอลลาร์

ดัชนีความกลัวของตลาด หรือ CBOE Volatility Index (VIX) ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2020 ซึ่งบ่งชี้ถึงความวิตกอย่างมากของนักลงทุน

นับตั้งแต่วันพุธที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าสูงสุดในรอบกว่า 100 ปี นักลงทุนเริ่มเทขายหุ้นครั้งใหญ่ เพราะวิตกต่อสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และความเป็นไปได้ที่ประเทศคู่ค้าจะตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีเช่นกัน

รัฐบาลทั่วโลกเริ่มตอบโต้การขึ้นภาษีของทรัมป์ในวันศุกร์ ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนถดถอยลงอีก โดยเจพีมอร์แกน (JP Morgan) ปรับเพิ่มโอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยภายในสิ้นปีเป็น 60% จากเดิม 40%

กระทรวงการคลังของจีนประกาศจะเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มอีก 34% มีผลตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. ขณะที่นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ออสเตรเลีย และอิตาลี ก็หารือกันถึงวิธีตอบโต้มาตรการภาษีของทรัมป์

เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกหลังการประกาศภาษีของทรัมป์ โดยเตือนว่าภาษีที่เพิ่มขึ้นมากเกินคาดอาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง ซึ่งจะเป็นความท้าทายต่อการตัดสินใจของเฟดในอนาคต

นักลงทุนแห่ซื้อพันธบัตรเพื่อความปลอดภัย ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ร่วงต่ำกว่า 4%

ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารสหรัฐฯ ร่วงลงรุนแรง เนื่องจากนักลงทุนคาดว่า เฟดและธนาคารกลางทั่วโลกอาจต้องลดดอกเบี้ย และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภาษีจะทำให้กำไรของธนาคารหดตัว โดยดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลง 7.3%

หุ้นทั้ง 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ร่วงเกิน 4.5% โดยกลุ่มพลังงานร่วงแรงที่สุดถึง 8.7% เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่ลดลง 7.3%

หุ้นบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงยกแผง โดย JD.com, Alibaba และ Baidu ต่างร่วงลงมากกว่า 7.7%

ส่วนบริษัทสหรัฐฯ ที่มีรายได้จากจีนก็โดนแรงเทขายเช่นกัน โดยหุ้น Apple ร่วง 7.3%

หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป (Chipmakers) ร่วง 7.6% ต่อเนื่องจากการดิ่งลง 9.9% ในวันพฤหัสบดี เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ออกแบบชิปในสหรัฐฯ แต่ผลิตในจีน ทำให้ได้รับผลกระทบจากภาษีทั้งสองทาง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 เม.ย. 68)

Tags: ,