ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงอย่างหนักในวันพฤหัสบดี (3 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าการประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรครั้งใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จะนำไปสู่การทำสงครามการค้าและทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเผชิญภาวะถดถอย
- ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 40,545.93 จุด ลดลง 1,679.39 จุด หรือ -3.98%,
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 5,396.52 จุด ลดลง 274.45 จุด หรือ -4.84% และ
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 16,550.61 จุด ลดลง 1,050.44 จุด หรือ -5.97%
ดัชนีดาวโจนส์ และ S&P500 ร่วงลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2563 ขณะที่ดัชนี Nasdaq ดิ่งลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2563 เนื่องจากนักลงทุนพากันเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และหันไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากปธน.ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) และภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาล (Universal Tariff) เมื่อวันพุธ (2 เม.ย.)
ทั้งนี้ ภาษีศุลกากรตอบโต้จะแตกต่างกันไปเป็นรายประเทศ ขึ้นอยู่กับการตั้งกำแพงภาษีของประเทศนั้น ๆ ที่มีต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เม.ย. ส่วนภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาลจะอยู่ที่ระดับ 10% เท่ากันทุกประเทศ และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 เม.ย.
นักลงทุนวิตกกังวลว่ามาตรการภาษีครั้งใหม่ของทรัมป์จะส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ออกมาตรการตอบโต้ และจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจทั่วโลก โดยล่าสุดจีนซึ่งถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 34% และสภาพยุโรป (EU) ซึ่งถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 20% ประกาศว่าจะใช้มาตรการภาษีตอบโต้สหรัฐฯ
ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกของนักลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พุ่งขึ้น 39.56% แตะระดับ 30.02 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. 2567
หุ้น 10 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานดิ่งลง 7.51% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลง 6.86% ส่วนหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวขึ้น 0.69%
หุ้นแอปเปิ้ล (Apple) ร่วงลง 9.25% โดยได้รับผลกระทบจากการที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนซึ่งเป็นฐานการผลิต iPhone ขณะที่หุ้นอินวิเดีย (Nvidia) ซึ่งผลิตชิปในไต้หวันและมีโรงงานประกอบระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเม็กซิโกและอีกหลายประเทศ ร่วงลง 7.81% และหุ้นเทสลา (Tesla) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ร่วงลง 5.47%
หุ้นบริษัทค้าปลีกร่วงลงอย่างหนัก โดยหุ้นไนกี้ (Nike) ดิ่งลง 14.4% และหุ้นราล์ฟ ลอเรน (Ralph Lauren) ร่วงลง 16.2% หลังจากสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศที่เป็นฐานการผลิตของทั้งสองบริษัท ซึ่งรวมถึงเวียดนาม อินโดนีเซีย และจีน
หุ้นกลุ่มธนาคารซึ่งเป็นหุ้นที่มีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ร่วงลงเช่นกัน โดยหุ้นซิตี้กรุ๊ป (Citigroup) ร่วงลง 14.14% หุ้นแบงก์ ออฟ อเมริกา (Bank of America) ร่วงลง 11.06% และหุ้นเจพี มอร์แกน (JPMorgan) ร่วงลง 7%
หุ้นบริษัทพลังงานดิ่งลงตามทิศทางราคาน้ำมัน หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล (Exxon Mobil) ลดลง 5.26% หุ้นเชฟรอน (Chevron) ร่วงลง 6.22% หุ้นโคโนโคฟิลิปส์ (ConocoPhillips) ดิ่งลง 10.23%
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมี.ค.ของสหรัฐฯ ในวันนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้นเพียง 139,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 151,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.1% ในเดือนมี.ค.
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาถ้อยแถลงของเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันนี้เช่นกัน โดยพาวเวลจะกล่าวสุนทรพจน์ว่าด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในการประชุมประจำปีของ Society for Advancing Business Editing and Writing (SABEW) ที่เมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 เม.ย. 68)
Tags: dowjones, ดาวโจนส์, ตลาดหุ้น, ตลาดหุ้นนิวยอร์ก